Chic-in : มาราเกช หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา ตอนที่ 1

    มาราเกช หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา (Marrakesh Hua Hin Resort & Spa) ดินแดนที่ผสมผสานความทันสมัยและความเย้ายวนใจแบบโมร็อคโค

     

    ร่างกายต้องการทะเล ใครๆก็คงเคยรู้สึกกันเนอะ ทะเลคราวนี้ที่ผมเลือกไปเป็นทะเลหัวหิน ด้วยบรรยากาศที่มีเสน่ห์และน่าสนใจ ผมเลือกที่จะไปเยือน มาราเกช หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา (Marrakesh Hua Hin Resort & Spa) ดินแดนที่ผสมผสานความทันสมัยและความเย้ายวนใจแบบโมร็อคโคได้กลายเป็นเอกลักษณของรีสอร์ทแห่งนี้

     

     

    ทริปนี้ผมใช้บริการรถเช่าจากทาง Budget ซึ่งการเช่ารถไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยากหรือแพงเลย กับบริการรถเช่าบัดเจ็ท มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ถ้าสนใจข้อมูลหรือรายละเอียด ลองโทรไปสอบถามดูครับ 02 203 9222 ทาง Website www.budget.co.th Facebook : BudgetCarRentalThailand, Line: @budgetthailand รถใหม่ หอมๆเลย เหมาะสำหรับครอบครัว เพราะเค้าไม่ให้สูบบุหรี่บนรถ ชอบๆ

     

     

    เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯในช่วงสายๆ ตามเส้นทางถนนพระรามสอง ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหัวหินแล้ว เมื่อมาถึงก็พบกับตัวอาคารสีแดงโดดเด่นได้บรรยากาศ กับซุ้มประตูทางเข้าขนาดใหญ่ ที่ส่งเราเข้าไปยังด้านใน ความประทับใจแรกของ lobby เปิดโล่ง ด้วยกลิ่นอายการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ นีโอ โมร็อกแคน (Neo-Moroccan) ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสดใส กับน้ำพุและพื้นที่เปิดรับอากาศภายนอก ซุ้มสำหรับที่นั่งพัก โซฟาโค้งกลม โทนแดงขาว นุ่มนั่งสบาย เหมาะสำหรับผ่อนคลายจากการเดินทาง พร้อมโคมไฟระย้าด้านบนสไตล์อาหรับ กลมกลืนกันเป็นอย่างดี

     

     

    หลังจากชื่นชมความสวยของในส่วน lobby เรียบร้อยก็มีพนักงานนำไปยังห้องพัก ระหว่างทางเดินน้องพนักงานแนะนำถึงที่มาของชื่อมาราเกช เป็นชื่อเมืองในประเทศโมร็อคโค มีคอนเซ็ป “Marrakesh City of Red” เราเลยจะเห็นสีแดงสดใสได้ในทุกๆแห่งในรีสอร์ทนี้ โดยทางมาราเกชจะแบ่งห้องพักที่เชื่อมต่อกันเป็น 3 อาคาร จำนวน 76 ห้อง คือ อาคารอูฐ อาคารเต้นท์และอาคารปาล์ม ซึ่งมีเนื้อหาต่อเนื่องกันไป อาคารปาล์มจะเป็นอาคารที่ติดกับชายทะเล มีบริการฟิตเนสและสปาในแบบโมร็อคโคด้วย เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ^^

     

     

    ครั้งนี้ผมเข้าพักที่ห้อง Jacuzzi Suite ด้วยดีไซน์ห้องพักแปลกใหม่จากห้องน้ำไปสู่ห้องนอน โดยพื้นที่หน้าห้องน้ำสีแดงสดมีพื้นที่อ่างล้างหน้าคู่ ที่สามารถใช้งานพร้อมกัน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันกับในห้อง Bathroom ด้วย Rain Shower ส่วนอีกฝั่งก็จะเป็นห้องน้ำและพื้นที่ Walk-in Closet ตกแต่งในน่าประทับใจมากครับ ขยับเข้ามาบริเวณห้องนอน กับเตียงขนาดใหญ่เหมาะกับการเป็นที่พักอย่างยิ่ง

    และด้านนอกมีระเบียงส่วนตัวที่จัดวางโซฟานั่งพักผ่อน และอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ไว้ด้านนอก เพื่อให้เพลิดเพลินกับวิวพร้อมแช่น้ำดื่มด่ำกับบรรยากาศวิวริมทะเลได้อย่างดี

     

     

    มาราเกซมีห้องทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน คือ Jacuzzi Suite ที่ผมพัก ต่อด้วย Fountain Pool Suite แบบนี้พิเศษตรงที่มีสระน้ำเล็กๆในพื้นที่ส่วนตัวเลยแต่ไม่มีวิวทะเล Oceanfront Suite เปิดวิวทะเลพร้อมอ่างจากุชชี่ภายในห้องนอนใหญ่ มีเพียง 4 ห้อง และ สุดท้าย Celestial Suite ห้องไฮไลท์ของที่นี่ ให้พื้นที่ส่วนตัวถึง 105 ตารางเมตรและมีเพียง 2 ห้องเท่านั้น

    หลังจากเก็บเสื้อผ้าก็ได้เวลาไปใช้บริการสปาก่อนอาหารค่ำในวันนี้ ที่ Noora Spa กับ Hammam Spa ซิกเนเจอร์สปาต้นตำรับโมร็อคโค ส่งตรงมาจากโมร็อคโคเลย จุดเด่นอยู่ที่ น้ำมันอาร์แกน หรือ Argan Oil อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี และกรดไขมันจำเป็นต่างๆ ยังมีสบู่ดำ หรือ Black Soap และดินภูเขาไฟจากเทือกเขาแอตลาส (Atlas Mountains) หรือ Ghassoul เป็นตัวช่วยให้การบำรุงผิวพรรณอย่างผ่อนคลายนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คอร์สเต็มๆใช้เวลาประมาณ 90 นาที

     

     

    หลังจากสปากันเรียบร้อยแล้วก็มาถึงมื้อค่ำที่รอคอยกับ อัล จันนา บีช บาร์ (Al Janna Beach Bar) เป็นบาร์พร้อมอาหารกับบรรยากาศริมชายหาดเลย ด้วยโซฟานุ่มๆกับโต๊ะเตี้ยรับลมเย็นๆจากทะเลใต้แสงดาว อัล จันนา ตรงกับคำแปลในภาษาอาหรับที่แปลว่า สรวงสวรรค์ ด้วยกลิ่นอายโมร็อคโค ซึ่งรองรับแขกด้านนอกด้วย กับอาหารเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์ซีฟู้ดและไทยฟิวชั่น ตามมาทานด้วยกันครับ

     

     

    เริ่มต้นด้วย Al Janna Pizza (450 บาท++) เป็นพิซซ่าหน้ากะเพราทะเล รสจัดจ้าน โรยหน้ามาด้วยชีสมอสซาเรลล่า อบกำลังเยิ้มมาเสิร์ฟริมทะเล ฟินนนน

     

     

    Salmon Oasis (680 บาท++) ปลาแซลมอนหมักเครื่องเทศย่างกับผักโขมตุ๋น เสิร์ฟพร้อมข้าวคูสคูส เป็นเมนูที่มีกลิ่นอายของเครื่องเทศ อร่อยและทานง่ายครับ

     

     

    Moroccan Chicken Tagine (550 บาท++) อกไก่ตุ๋นเครื่องเทศสไตล์โมร็อกแคน เสิร์ฟพร้อมข้าวคูสคูส เปิดประสบการณ์ใหม่กับอาหารสไตล์โมร็อคแคน

     

     

    ปิดท้ายของคาวด้วย Pad Thai Poo Nim (380 บาท++) ผัดไทยเส้นเหนียวนุ่ม รสอร่อย เปรี้ยวหวานกำลังดี มากับปูนิ่มทอด แนะนำเลยครับจานนี้ ^^

     

     

    ต่อด้วยของหวาน Chocolate Shell (350 บาท++) ไวท์ช็อกโกแลตรูปหอยเชลล์กับช็อกโกแลตสอดไส้รูปไข่มุกเสิร์ฟพร้อมเชอร์เบทและผลไม้ หวานช็อกโกแลตตัดเลี่ยนด้วยความเปรี้ยวของผลไม้สด เป็นเมนูของหวานที่ผมแนะนำเลยครับ

     

     

    Crispy Roti (250 บาท++) แป้งโรตีทอดกรอบเสิร์ฟพร้อมซอสไวท์ช็อคโกแลตและซอสราสป์เบอร์รี่

     

     

    บรรยากาศริมทะเลยามค่ำคืนแบบนี้ก็ต้องต่อกันด้วย Cocktail เก๋ๆครับ

     

     

    1. Dessert Storm ราคา 300++ บาทค็อกเทลสีทะเลทราย กอร์ดอน จิน บาคาร์ดี้ ไลท์ สเมอร์นอฟ วอดก้า เหล้าอะมาเร็ตโต้ และเตกีล่าน้ำมะนาว และน้ำเชื่อม หากมองภายนอกจะเห็นส่วนผสมที่แขวนลอยเป็นเกลียวอยู่ในเครื่องดื่มใสเสมือนพายุทะเลทราย

    2. Eye of The Tiger ราคา 300++ บาทแอบโซลูท กลิ่นส้มแมนดาริน, เตกีล่า โกลด์, น้ำส้ม, น้ำแครนเบอร์รี่, น้ำมะนาว, น้ำเชื่อม และน้ำทับทิม

    3. If Tah Ya Sim Sim ราคา 300++ บาทมะพร้าวสด จากส่วนผสมของ Green Creme De Menthe และ Kahlua หอมมันกลมกล่อมลงตัว

    4. Arabian Night ราคา 300++ บาทเครื่องดื่มสีเขียวความเปรี้ยวจี๊ด และหวานลงตัวของน้ำผลไม้นานาชนิด อาทิ น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำเชื่อม เพิ่มให้เข้มขึ้นด้วยบลู คูราโซ่ และแอบโซลูท กลิ่นส้มแมนดาริน

    5. Al Janna Bliss ราคา 300++ บาทค็อกเทลสีแดงสด ด้วยส่วนผสม น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำเชื่อมสตรอว์เบอร์รี่ น้ำมะนาว น้ำเชื่อม เหล้าแสงโสม สเมอร์นอฟ วอดก้า และพีชบรั่นดี

    ทานอาหารอิ่ม ดื่มไป คุยกันไปสนุกๆ ตามประสาเพื่อนพี่น้องริมหาดกันไปแล้ว ก็สมควรแก่เวลาเข้านอน พบกันใหม่ตอนเช้ากับ Breakfast นะครับ ^^

    ติดตามตอนจบได้เร็วๆนี้ พักผ่อนกันก่อนนะครับ

     

    โรงแรมขอขอบคุณต้นฉบับของน้าคม ดีประเสริฐ จากเว็บไซต์: Nationt.tv

    อ่านต่อตอนที่ 2 >>> คลิก